| ชาฤทธิ์'s profile~PRinCe~PhotosBlogLists | Help |
|
December 08 น้ำตา...ข้าพเจ้าตั้งแต่จำความได้ ครั้งแรกที่เราเสียน้ำตา มันนานมาแล้ว ตั้งแต่ตอน อ.1 ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ตอนนี้ มันยังมีสัญลักษณ์ของความเศร้า ตราตรึงจากอดีตมาถึงปัจจุบันเสมอ มันฝังอยู่ในมือขวา เหตุการณ์ตอนนี้ยังจำได้ดี ไม่เคยลืมมันเลย ตอนนั้น เราหยุดเรียนไปหนึ่งวัน แล้ววันต่อมาเรามาโรงเรียน เราก็ไปนั่งที่เดิมของเรา ปรากฏว่ามีคนมาแย่งที่เราตอนเราไม่มา 1 วัน ซะงั้น เอาหละเกิดเรื่องแล้ว สงสัยโรคไม่ยอมใครเราคงมีมาแต่เด็กมั้งเนี่ย ก็มีเรื่องกันยังไงไม่รู้จำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้ คือ โดนเอาดินสอ แทงไปตรงกลางมือ ขวา ตอนนั้นเลือดไหลออกเลย ร้องไห้ด้วยความเจ็บมั้ง เอ จำไม่ได้เฮะ ถึงเวลาจะผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นรอยแผลที่มืออยู่เสมอ ทุกครั้งที่มอง ก็รู้สึกคิดถึงอย่างประหลาด
พูดถึงน้ำตาแล้ว จริงๆเราเป็นคนอ่อนไหวง่ายนะ เสียน้ำตาง่ายมาก ยิ่งแต่ก่อนออกจะเป็นเด็กขี้แยด้วยซ้ำ ถ้าให้นับครั้งที่ร้องไห้จริงในชีวิต คงประมาณเกือบ 1/15 ของชีวิตที่อยู่มาเลยมั้งเนี่ย ตอนเด็ก เคยถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ ช่วงนั้นร้องไห้บ่อยมากเลย ทั้งตอนที่พ่อแม่ไปส่ง แล้วกำลังจะกลับ รู้สึกเศร้า อยากจะยื้อเวลาให้นานที่สุด หรือ บางครั้งที่นอน ทั้งที่มีเพื่อนอยู่เต็มห้องนอนรวม แต่กลับรู้สึกเหงา เศร้าและโดดเดี่ยว
เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ชีวิตต้องฝ่าฝันกับทุกสิ่งคนเดียว คงส่งผลมาถึงปัจจุบันแล้วมั้งเนี่ย เฮ้อ และน้ำตาครั้งสุดท้ายที่โรงเรียนประจำ เราก็ยังจำได้ดี ครั้งนั้น วันสุดท้ายของการเรียน วันสุดท้ายที่จะได้เหยียบในโรงเรียนนี้ในฐานะนักเรียนที่เรียนอยู่ ถึงโรงเรียนเราจะไม่ใหญ่ ไม่มีพิธีใหญ่โต มีเพียง นักเรียน 2 ห้อง และครูไม่กี่คน ในห้องวิทยาศาสตร์ที่พออัดคนได้ ซัก 100 คนลงได้ ม.6 โรงเรียนเรามีแค่ 2 ห้องเอง เลยไม่มีอะไรใหญ่โต
สิ่งที่จำได้ดีคือ ตอนนั้น เรานั่งล้อมเป็นวงกลมใหญ่ อาจารย์ ก็นั่งอยู่ตรงกลาง แล้ว อาจารย์ก็เริ่มพูด ตอนแรก ก็ยังยิ้มได้ และตอนนั้น ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้ เพื่อนบางคนก็ยังคุยหัวเราะกันอยู่ บางคนก็เริ่มเศร้ากันแล้ว
แล้วจู่ๆ น้ำตาก็ไหลลงมาเอง มันควบคุมไว้ไม่อยุ่ ความเศร้า เหมือนกลับว่าตัวเองต้องจากไปไกลแสนไกลจากที่นี่แล้ว เพราะเราไม่ได้อยู่แถวนี้ มันห่างไกลกัน โรงเรียนเราอยู่ถึงชลบุรี เราอยู่กรุงเทพ ระยะทางมันไกลเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าจะไปได้ง่ายๆ ตอนนั้น ทุกคน ที่กำลังหัวเราะ กำลังคุยกันอย่างสงบ เหมือนโดน สะกดด้วยความเศร้า ความคิดถึง ความรู้สึกเว้งว่าง อย่างประหลาด น้ำตามันไหลรินมาจากทุกคน แล้วเราก็มีพิธีเล็กน้อยๆ เรียกน้ำตาได้อีกมากมาย ตอนนั้น ตอนที่อยู่ที่นั่น ทุกวันคืน คิดว่าต้องอดทน ต้องอยู่ที่นี่ รู้สึกทรมาน โดดเดี่ยว แต่แล้ว เมื่อถึงวันที่ต้องจากลาออกมา น้ำตามันกลับรินไหลไม่หยุด ไม่รู้จะห้ามมันยังไง อยากย้อนเวลากลับไป
เริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำอะไรอีกมากมาย แต่เรากลับไม่ยอมทำ รู้สึกเสียดายเวลาที่เราทำไปอย่างไร้ค่าหลายครั้ง มีหลายครั้งที่เราทำไมไม่ยอมเพื่อน ทำไมเราไม่ดีกับเพื่อนมากกว่านี้ แล้วสุดท้าย เราก็ยื้ออะไรไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องจากเราไป ไม่มีอะไรหวนคืนกลับมาได้อีก
แล้วเราก็ได้เข้ามาในรั้ว บ.ก. ทุกอย่างมันต่างไป คนที่นี่มีมากกว่า ทุกอย่างมันดูไม่คุ้นเคย ไม่มีใครที่เรารู้จัก จะมีก็คงพี่คนเดียว แต่มันก็เหมือนกลับเราอยุ่ตัวคนเดียว ต้องเข้ามาในห้องเรียน นั่งอย่างไม่รู้จักใคร เรียน อย่างเบื่อหน่ายเช่นเคย เพราะสำหรับเรา เรื่องเรียน ก็แค่ผ่านก็พอ เพื่อนเก่าของเราไม่มีอีกแล้ว เริ่มต้นด้วยการที่เราไม่รู้จักใคร เหมือนการโดดเดี่ยวอยู่ตัวคนเดียว แต่แล้ว เพื่อน ก็เริ่มเข้ามา จาก 106 ที่เรายังอาจจะไม่สนิทกันเราอาจจะแค่รู้จักกัน อย่างเพื่อนธรรมดา ตอนนั้น ก็มีเหตุการณ์หลายๆอย่าง บางครั้งทำให้เราต้องเศร้า สุข เหงา และ ความรู้สึกประหลาดๆ ที่มาทำให้ชีวิตมีสีสันมากมาย แล้วเราก็ก้าวขึ้นมา สุ่เลข 2 เป็น 206
พวกเราเริ่มรู้จักกัน พวกเราอาจจะยังสนิทกันแค่ในกลุ่ม บางครั้งถ้าเราย้อนกลับไปได้ เราคงจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ เช่นการเลือกหัวหน้าห้อง ไม่ใช่เลือกเล่นๆ กัน เนอะ แต่สุดท้ายหัวหน้าห้องตัวจริงของเราก็มีคนเดียวตลอด 3 ปีเหละ พูดถึงม.2 แล้ว ก็มีเหตุการณ์มากมาย ถึงบางอย่างจะไม่เป็นเรื่องใหญ่โตเท่าม.1ก็เหอะนะ เรียนพละเรียนฟันดาบซะงั้น สนุกสนานน่าดูเลย ฮิฮิ อืมแล้วก็ แบตมินตัน อ่า ใช่ พูดแล้วคิดถึงตอนนั้นเฮะ
หึๆ ฮิฮิ แข่งแพ้ตั้งแต่รอบแรก - - เรานี่มัน พูดไงดีเนี่ย แล้วเลขสามก็เข้ามาเยือน แล้วเวลาที่พวกเราเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นก็มาถึง แล้วอาจารย์ประจำชั้นของเราก็กลับมาเหมือนม.1 อีกครั้ง ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก แต่จริงๆก็เหมือนกับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจารย์สมคิด และ อาจารย์ทิวาวรรณเป็นอาจารย์ประจำชั้นของเราเสมอมา ถึงแม้ว่าตอนนี้ อาจารย์ทิวาวรรณ จะไม่อยู่กลับเราแล้ว วันที่รู้ข่าว ยังต้องตกใจ เพราะวันศุกร์ยังคุยกับอาจารย์แต่วันจันทร์ ผ.อ. กลับมาประกาศข่าวร้าย ช่วงนั้นก็รู้สึกสับสน บางครั้ง อาจจะเคยคิดด้วยซ้ำว่ายังไม่ใช่ความจริง แต่ทุกอย่างมันก็เกิดไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่เดินเข้าไปในโรงฝึกงานก็ยังคิดถึงอาจารย์เสมอ ม.3 ก็เป็นเวลาที่พวกเรา ได้สนิทกันอย่างมากมาย ต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงแม้ เราไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็ต้องเกิดขึ้นจริงๆ วันที่พวกเราต้องจากกันไกล ถึงแม้ตอนนี้ พวกเราจะยังอยู่นะบ้านเดียวกัน แต่พวกเราก็ต้องแยกต่างห้องกันออกไป แต่ก่อนที่เราจะจากกัน ก็ยังมีความทรงจำดีๆมาให้จดจำ วันที่ไปกินหมูกระทะกัน วันนั้นเรารู้สึกมีความสุขมาก จำได้ว่า วันนั้นลืมเอาแว่นไปด้วยเหละ เฮะๆ แต่วันนั้นก็มีความสุขมาก cd ที่ก้ามปูหัวหน้าห้องของเรา ทำให้ ดูกี่ครั้งก็ยังซึ้งทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังทำออกมาไม่สวยและยังไม่ได้ดีในด้านเทคนิค แต่ก็ยัง มี สิ่งที่เรียกน้ำตาได้ดี ยังทำให้ซึ้งได้ ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นไง ตอนแรกที่ดูที่ร้านหมูกระทะก็สุดยอดแล้ว ทุกครั้งที่คืดถึงเพื่อนก็มักจะหยิบมันขึ้นมาเสมอ อ๊ะ ถ้าพูด ถึง cd มันยังมี cd อีกอัน แต่ถ้าจะให้พูดถึง เป็นคนตรงไปตรงมาด้วยสิ อยากบอกว่า ทำออกมาในด้านเทคนิคก็สวยนะ แต่กลุ่มตัวเองอะ ดูแล้วคิดถึงเพื่อนไม่หมดเลยอะ แต่ก็นะ แล้วแต่คน ถ้าให้พูดจริงๆ ชอบ cd ก้ามกว่าเยอะเลย ยิ้มได้ทั้งน้ำตามากกว่าเลยอะ วันนั้นสนุกมากเลย วันสุดท้าย กินหมูกระทะกัน เฮ้อ แต่รู้สึกเหมือนตัวเองต้องจากสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตเราไปเลย จะยังมีอีกมั้ย ในห้องที่มีเพื่อนหลายอย่าง บางคนก็ชอบแกล้งเพื่อน แต่ก็ยังสร้างรอยยิ้มได้ บางคนก็ตั้งใจเรียน เป็นตัวลอกของเพื่อนที่ดี บางคนก็บ้าเกมส์ แต่ก็ทำให้มีเรื่องคุยอีกเยอะ บางคนก็ห่วงสวย แต่งกันทั้งวัน บางคนก็ใจลอย คิดถึงเรื่องอื่นมากมาย บางคนก็หลับได้ทุกวัน เหมือนชีวิตไม่เคยนอนมาก่อน บางคนก็ชอบกิน ชอบแอบเอาขนมขึ้นมาในห้องเรียน จะยังมีอีกมั้ย ห้องที่มีคนครบทุกแบบขนาดนี้ มีเพื่อนที่เป็นห่วงเพื่อนเวลาท้อ มีเพื่อนที่ร่วมหัวเราะเวลามีความสุข มีเพื่อนร่วมใจกันโกหกทั้งที่ผิด มีเพื่อนที่กอดคอเดินกันได้ทั้งชายหญิง มีเพื่อนที่มือหนักๆ แหมคิดแล้วเจ็บขึ้นมาเลยเฮะ ยังไงซะทุกคนก็คือ 306 พวกเราก็ยังมีความสุขกันเสมอ แต่สุดท้ายเราก็ยื้ออะไรไว้ไม่ได้ ความสุข ก็หายไป ถูกแทนด้วยความสุขใหม่ ยังไม่วายที่จะต้องเสียน้ำตาให้กับการจากลา ถึงแม้จะได้เจอกันอีก แต่เราก็ไม่ได้เจอหน้ากันในโต๊ะเรียนกันทุกคนเหมือนเดิม ไม่ได้แอบคุยในชั่วโมงเรียนเหมือนกัน ไม่ได้ดีใจพร้อมกันที่ไม่มีคนมาสอน ไม่ได้รอกันเพื่อนขึ้นเรียนห้องเดียวกัน มันไม่มีอีกแล้ว มีเพียงน้ำตาแห่งการจากลาที่พวกเราจะไม่มีวันลืมเลือน
และแล้วเลข 4 ก็มาถึงจริงๆด้วย แถมมาเป็น 4 สองตัวเลยเฮะคราวนี้กับ ห้อง 404 เพื่อนใหม่ก็ดีอะนะ และก็ยังรู้สึกดีที่เพื่อนเก่าเราไม่ค่อยไปไหน ยังคงสิงสถิตอยู่ที่นี่กันต่อไป ถึงแม้บางคนจะต้องจากกันไปไกล ตอนที่ขึ้นมา ม.4 แล้ว ก็คิดว่าจะตั้งใจเรียนแล้วก็ขยันขึ้น แล้วก็ จริงๆ แต่ขึ้นมานิดเดียวนะ ฮิฮิ เรียน ม.4 แล้ว แต่รู้สึกเหมือนไม่ค่อยมีอะไรต่างจากเดิม ยังเรียนอย่างเบื่อๆเหมือนไม่ค่อยอยากจะเรียนเหมือนเดิม เอแต่ก็ไม่เคยรู้จักคำว่าเรียนไม่รู้เรื่องนะ ถ้าจะมีเปลี่ยนแปลงก็มี งานเยอะขึ้น วิชาเยอะขึ้น เลิกช้าลง เพื่อนมากขึ้น มีเพื่อนอยุ่หลายห้อง จากปกติที่เดินกลับบ้าน เดินไปอย่างโดดเดี่ยวอย่างไม่มีคนสนใจ แต่ปัจจุบัน เดินกลับทุกครั้งรู้สึกเหมือนต้องเจอคนทักทุกที บางคนก็อยากทัก บางคนก็ไม่อยากทัก(ต้องทักก่อน) บางคนไม่ต้องทัก บางคนไม่อยากให้ทัก หรือบางคน ไม่คิดจะทัก ฮิฮิ ต่างคนต่างความคิด ต่างเหตุผล เพราะโลกสร้างคนให้ไม่เหมือนกัน เนอะ
เราก็ไม่รู้ว่าต่อไปเรื่องจะเป็นอย่างไร เราไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก แต่คนอย่างเราก็คงจะไม่ยอมย่อท้อกับเรื่องอะไรอยู่แล้ว แม้มันจะยากหรือต้องลำบากขนาดไหน เราก็คงต้องฝ่าฟันเพื่อไปสู่อนาคตของเรา
แต่สิ่งที่เรารู้คือ อดีตได้ให้อะไรกับเรามากมาย สอนให้เรารู้จักกับเรื่องราวต่างๆ เหมือนป้ายเตือนของชีวิต เหมือนตัวอย่างของเหตุการณ์ เมื่อนึกย้อนกลับไป อาจจะยื้ม หรือ ร้องไห้ก็ได้ในเรื่องเดียวกัน และไม่รู้ว่าต่อไปในอนาคต เราจะต้องเสียน้ำตาให้กับอะไรอีกมากมาย
"การเสียน้ำตาไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอ แต่ถึงเราจะแสดงความอ่อนแอออกมา มันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะว่าคนเราย่อมมีความอ่อนแอในตัวของเราเอง"
"แต่น้ำตาก็ทำให้เราพร้อมที่จะลุกสู้ต่อไปได้เสมอ" Comments (4)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://litter06.spaces.live.com/blog/cns!18BE1DA218F1939E!514.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|